เจาะเกาะติด-แจ้งข้อหาหนักมือฆ่าทุบหัวลูกน้อง “แจ๊ส ชวนชื่น”-ตร.ค้านประกันตัว

338

ความคืบหน้าเหตุเพื่อนบ้านฆ่าโหดลูกน้องของ “แจ๊ส ชวนชื่น” ตลกชื่อดัง หลังเข้าไปช่วยเจรจาเรื่องอุบัติเหตุที่เพื่อนบ้านคนนี้ขับรถชนรถของเพื่อนแล้วหนี โดยผู้ต้องหาอ้างว่าถูกบุกเข้ามาในบ้านจึงต้องป้องกันตัว ล่าสุดตำรวจคุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังพร้อมคัดค้านการประกันตัว

นายเสฎฐวุฒิ  จิรัฐยารังสี ผู้ต้องหาฆ่าทุบศีรษะนายพรชัย ดีเสือ ลูกน้องของ “แจ๊ส ชวนชื่น” ตลกชื่อดังเผยความรู้สึกสั้นๆ หลังเขาเข้ามอบตัวและถูกคุมตัวไปสอบปากคำ

ตำรวจใช้เวลาเค้นสอบนานกว่า 6 ชั่วโมง จนเขายอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายอีกฝ่ายจริงแต่ไม่มีเจตนาฆ่า อ้างว่าแค่ต้องการป้องกันตัวเท่านั้นเพราะถูกอีกฝ่ายบุกเข้ามาในบ้านก่อน

ย้อนกลับไปเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกลางดึกวานนี้ (14 ก.ค.) นายเสฎฐวุฒิ ได้ใช้กระถางต้นไม้ทุบศีรษะนายพรชัย จนเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพักของแจ๊ส ชนวนเหตุเกิดจากนายเสฎฐวุฒิ ขับรถชนท้ายรถของเพื่อนนายพรชัยแล้วหนี จากนั้นเพื่อนได้โทรศัพท์หานายพรชัยให้ช่วยดูว่านายเสฎฐวุฒิหนีกลับบ้านพักหรือไม่ ปรากฏว่าพบนายเสฎฐวุฒิอยู่ที่บ้านจริง นายพรชัยจึงพยายามเข้าไปสอบถาม ก่อนกลายเป็นเหตุบานปลาย

แจ๊ส ชวนชื่น นายจ้างของผู้เสียชีวิตเผยว่าตลอดเวลากว่า 10 ปีที่มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว ซึ่งมีนายเสฎฐวุฒิเป็นเพื่อนบ้านไม่เคยได้อยู่อย่างสงบสุขเพราะวันไหนที่นายเสฎฐวุฒิทะเลาะกับภรรยา ก็จะตะโกนด่าคนในบ้านเขาด้วย หรือแค่มีน้ำจากในบ้านเขาไหลผ่านหน้าบ้านของนายเสฎฐวุติ ก็จะเกิดความไม่พอใจทั้งยังมีการยิงปืนขึ้นฟ้าโดยไม่มีสาเหตุบ่อยครั้ง โดยวันเกิดเหตุนายเสฎฐวุฒิยังนำขวดที่บรรจุน้ำมันแล้วจุดไฟปาใส่รถเขาด้วย

ขณะที่แม่ของนายเสฎฐวุฒิ ได้เดินทางมาเยี่ยมลูกที่สถานีตำรวจพร้อมเปิดเผยว่าวันเกิดเหตุทั้งลูกชายและคู่กรณีก็ต่างเมาสุราแต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลูกชายทำเกินกว่าเหตุ

แม้ในชั้นสอบสวนนายเสฎฐวุติจะยังให้การปฏิเสธแต่จากหลักฐานที่ตำรวจมีทำให้นายเสฎฐวุฒิถูกแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตรวจสอบประวัติพบว่าเขาเคยถูกจับในข้อหาครอบครองยาเสพติดและได้หนีประกันในชั้นศาล เบื้องต้นตำรวจอยู่ระหว่างรอผลตรวจปัสสาวะ หากพบมีสารเสพติดก็จะถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม

ล่าสุดช่วงบ่ายที่ผ่านมาตำรวจได้คุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังพร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากมีอัตราโทษสูงและผู้ต้องหามีประวัติหลบหนีคดี

                                                                                                     จุฑารัตน์  มีช้าง

                                                                                                         รายงาน