แพทย์เตือนหญิงตั้งครรภ์เลี่ยงนวดแผนไทย ท่ารีดเค้นน่องเสี่ยงแท้งลูก

852

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเผย ท่านวดรีดเค้นน่อง สุดอันตราย  สำหรับหญิงตั้งท้องแนะหลีกเลี่ยงการนวดแผนไทยระยะตั้งท้องเริ่มแรก ถึง 3 เดือน และ 6 เดือนขึ้นไป เพราะเสี่ยงเกิดอาการลิ่มเลือดอุดตัน จนเกิดการแท้งลูก

จากเหตุการณ์หญิงท้อง 6 เดือน เข้าใช้บริการร้านนวดแผนไทยแห่งหนึ่ง ในจ.เชียงใหม่ แล้วเกิดอาการช็อกหมดสติคาร้านและเกิดภาวะแท้งลูก ซึ่งการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าร้านที่ให้บริการได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการถูกต้องในปี 2561 ส่วนหมอนวดในร้านได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ถูกต้องตาม พ.ร.บ.  สถานบริการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 และหมอนวดได้ทักท้วงหญิงที่ตั้งท้องแล้วว่าไม่ควรนวดแต่เธอยืนยันจะใช้บริการ

ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย ในฐานะรองโฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกระบุว่าจากการตรวจสอบยังไม่ชี้ชัดว่าเกิดจากโรคประประจำตัวของผู้ใช้บริการ หรือเกิดจากการนวดที่ผิดพลาดเพราะหากเป็นการกดจุดฝ่าเท้าอาจไม่มีปัญหา แต่หากเป็นการนวดเค้นน่องเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะผู้หญิงท้องอาจมีเลือดตกค้างเดินไม่สะดวกทำให้เกิดลิ่มเลือด หากนวดเค้นมากๆ ลิ่มเลือดจะวิ่งไปตามเส้นเลือดอุดตันปอดหรือสมองได้

ส่วนหญิงตั้งท้องในระยะแรกเริ่มถึง 3 เดือน และตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ไม่ควรใช้บริการนวดแผนไทยเพราะอาจเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ แต่หากมีความจำเป็นต้องนวดหรืออยู่ในช่วงใกล้คลอด อายุครรภ์ 8-9 เดือน หรือที่เรียกว่า “การนวดกล่อมท้อง” เพื่อให้เด็กในครรภ์อยู่ในท่าเหมาะสมที่จะคลอด ผู้ที่สามารถทำได้ต้องเป็นหมอพื้นบ้านที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมการแพทย์แผนไทยฯเท่านั้น

สถานให้บริการนวดแผนไทยจะต้องมีการซักประวัติใช้บริการ สอบถามโรคประจำตัวตรวจวัดความดัน เพื่อประเมินการให้บริการ หากพบผิดปกติหรือมีความเสี่ยงอันตรายต้องงดให้บริการเด็ดขาด

ร้านนวดแผนไทย จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือประเภทร้านนวดผ่อนคลายผ่าน หมอนวดต้องผ่านการอบรมตามที่กำหนดขั้นต่ำ 150 ชั่วโมง ประเภทร้านนวดเพื่อสุขภาพบำบัดอาการ 20 กลุ่มอาการ หมอนวดต้องผ่านการอบรมตามที่กำหนดขั้นต่ำ  330 ชั่วโมงขึ้นไป สถานประกอบการที่ถูกกฎหมายควรมีการขึ้นทะเบียนกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีใบอนุญาต มีรูปถ่ายประกาศนียบัตรของผู้ประกอบการ คลินิกที่ให้บริการและมีใบประกอบเวชกรรมสาขาการนวด ติดแสดงไว้ในร้าน หากไม่มีไม่ควรใช้บริการ

 ญาณิชสา  ศิริมูลกุล

 รายงาน