เปิดคำรับสารภาพ แก๊งประตูน้ำ ยิงถล่มกันกลางกรุง ตำรวจคุมตัวชี้จุด – ขุดปืนอาก้า

196

ความคืบหน้าเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นใช้ปืนอาก้ายิงถล่มกันกลางกรุง ล่าสุดตำรวจพบหลักฐานสำคัญปืนอาก้าที่ใช้ก่อเหตุครั้งนี้แล้ว โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นฝ่ายใช้ปืนอาก้ายิงถล่มฝ่ายตรงข้าม ก่อนนำปืนไปฝังซ่อนหลังซุ้มไก่ในชุมชนมักกะสัน ขณะเดียวกันยังเร่งล่าตัวผู้ต้องหาอีกกว่า 10 คน ที่ร่วมก่อเหตุรวมถึงผู้ต้องหารายสำคัญซึ่งเป็นมือยิงปืนอาก้า

ตำรวจนครบาลพญาไท พร้อมด้วยตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบซุ้มไก่แห่งหนึ่งในชุมชนมักกะสัน หลังสืบทราบว่าเป็นจุดที่ซ่อนปืนอาก้า ที่กลุ่มวัยรุ่นใช้ก่อเหตุยิงถล่มกันบริเวณด้านข้างห้างสรรพสินค้า ย่านราชปรารภ จนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกลูกหลง โดนยิงเสียชีวิตจากการตรวจค้นภายในซุ้มไก่ ตำรวจพบกระสุนปืนอาก้าจำนวนกว่า 480 นัด และปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนอีก 51 นัด ส่วนปืนอาก้าพบว่าถูกฝังดินซ่อนอยู่ริมบ่อน้ำ ด้านหลังซุ้มไก่นี้

เจ้าของซุ้มไก่ให้ข้อมูลว่า รู้จักกับนายบำเพ็ญ พุ่มพวงหรือ ม๊อก 1 ในผู้ต้องหารายสำคัญ ที่ยังหลบหนีอยู่ หลังเกิดเหตุ นายม๊อก ขอเอาของมาฝากไว้ที่ซุ้มไก่โดยที่เขาไม่รู้ว่า เป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุ กระทั่งตำรวจติดตามสืบสวนและเข้าตรวจค้น

ปืนอาก้าถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้ โดยตำรวจสืบทราบที่ซ่อน หลังขยายผลจากการสอบปากคำ นายเกษม รุณไพรัชน์  นายศรราม ภูพลผัน และนายขวัญ กระต่ายทอง ผู้ต้องหาที่เพิ่งถูกจับได้ล่าสุดซึ่งเป็นคนของแก๊งประตูน้ำ ตำรวจจึงคุมตัวทั้ง 3 คนมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พวกเขาให้การว่าก่อนเกิดเหตุ นายขวัญ กระต่ายทอง หรือยา เดินมาหาฝ่ายนายปรีชา ศักดิ์อุดมไพศาล หรือ ตั้ม แก๊งเตาปูน เพื่อเจรจาเรื่องธุรกิจแต่ตกลงไม่ได้จึงตามพรรคพวกและนำปืนมาก่อเหตุยิงถล่มกัน ยอมรับว่าฝ่ายของตัวเองเป็นคนใช้ปืนอาก้ายิงถล่ม โดยมีนายม๊อกเป็นคนใช้ปืนอาก้า อ้างทำไปเพราะป้องกันตัว เนื่องจากถูกฝ่ายตรงข้ามยิงใส่ก่อน

ล่าสุดตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหาที่ร่วมกันก่อเหตุครั้งนี้ทั้งหมด 14 คน จับได้แล้ว 11 คน ยังหลบหนีอีก 3 คน โดยหนึ่งในนั้นมีผู้ต้องหารายสำคัญซึ่งมีประวัติก่อเหตุอาชญากรรมอุกฉกรรจ์หลายครั้ง จึงสั่งให้ชุดสืบสวนที่ติดตามจับใช้ความระมัดระวังอย่างมาก พร้อมทั้งสั่งให้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้อีกมากกว่า 5 คน

                                                                                                        ไพจิตร  ภานนท์

                                                                                                             รายงาน