รวบหนุ่มเมียนมา ฆ่าตัดคอ น้องเขย โยนศพทิ้งแม่น้ำแควน้อย

154

ตำรวจกาญจนบุรี จับหนุ่มเมียนมา ฆ่าตัดคอน้องเขย ก่อนโยนศพทิ้งแม่น้ำแควน้อยได้แล้ว หลังหนีกบดานในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุ อ้างบันดาลโทสะที่น้องเขยมักดื่มสุราและอาละวาดเป็นประจำ

13 สิงหาคม ชาวบ้านพบศพลอยมาตามแม่น้ำแควน้อย ติดอยู่ใกล้กับท่าเรือพุตะเคียน จังหวัดกาญจนบุรี สภาพศพ เปลือยกาย ไม่มีศีรษะ และท่อนแขนทั้ง 2 ข้าง มีผ้าผูกอยู่ที่เอว มีรอยสักที่ท้องแขน ตามร่างกายไม่มีบาดแผล ตรวจสอบพบเป็นเพศชายไม่ทราบชื่อและสัญชาติ อายุระหว่าง 30-40 ปี

ตำรวจกาญจนบุรีเดินหน้าเร่งหาเบาะแสผู้เสียชีวิต กระทั่งได้ข้อมูลจากแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน สัญชาติเมียนมา ที่อยู่บ้านแก่งจอ หมู่ 4 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตคือ นายสุไข่ สัญชาติเมียนมา ปกติเขาพักอาศัยอยู่กับนายนัย พี่ชายของภรรยา แต่นายสุไข่หายตัวไปเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ญาติพยายามตามหาตัวแต่ไม่พบ เช่นเดียวกับนายนัยที่หายตัวไปพร้อมกัน

ตำรวจเข้าตรวจสอบบ้านที่นายสุไข่พักอาศัย พบว่า บริเวณโดยรอบบ้าน และผนัง มีรอยเลือด แห้งๆ ติดอยู่ พื้นมีร่องรอยคล้าย ฉาบปูนใหม่ นอกจากนี้ยังพบเศษผ้าถุงลายเดียวกันกับที่พบที่เอวของผู้เสียชีวิต โดยมีข้อมูลจากเพื่อนร่วมงานว่า ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะหายตัวไป นายนัยโทรให้เธอเข้ามาทำความสะอาดที่พัก รวมทั้งนำอุปกรณ์เครื่องครัวไปทิ้ง ซึ่งเธอสังเกตเห็นว่า มีคราบเลือดแห้งที่พื้นแต่ไม่ได้เอะใจ

คดีฆาตกรรมโหดครั้งนี้ นายนัย พี่ชายของภรรยาผู้เสียชีวิต ตกป็นผู้ต้องสงสัยทันที เพราะหายตัวไปหลังจากเกิดเหตุ ตำรวจพุ่งปมการสังหารไปที่การทะเลาะวิวาท เนื่องจากเพื่อนบ้านและญาติให้ข้อมูลว่า นายสุไข่ มักดื่มสุราและโวยวายเป็นประจำ ส่วนนายนัยมีอาการป่วยทางจิต ทำให้ทั้ง 2 คนเคยมีปากเสียงกันหลายครั้ง

ล่าสุด ตำรวจสามารถจับนายนัย ผู้ก่อเหตุได้แล้ว ขณะหลบซ่อนตัว อยู่ที่บ้านของอดีตภรรยาในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุ เขายอมรับสารภาพว่าลงมือฆ่านายสุไข่ อ้างว่า ทำไปเพราะบันดาลโทสะที่นายสุไข่มักดื่มเหล้าและโวยวายบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความรำคาญ

สำหรับชิ้นส่วนที่ยังหาไม่พบ คือ ศีรษะ และท่อนแขน ผู้ต้องหาอ้างว่า ทิ้งจุดเดียวกัน แต่ขณะนี้ตำรวจยังหาไม่พบ  หลังจากนี้ตำรวจต้องสอบปากคำผู้ต้องหาอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการฆาตกรรมที่แท้จริง ก่อนนำตัวไปดำเนินคดี

ไพจิตร  ภานนท์

รายงาน