ดวลสนั่น เอเยนต์ค้ายา เปิดรีสอร์ทมั่วสุมยา-เซ็กซ์ ยิงต่อสู้ตำรวจ

130

ตำรวจบุกจับเอเยนต์ค้ายาในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่เปิดรีสอร์ทกลางดึก มั่วสุมทั้งเรื่องเซ็กซ์และยาเสพติด   แต่คนร้ายยิงต่อสู้และขับรถไล่ชน เพื่อเปิดทางหลบหนีสุดท้ายไปไม่รอดถูกจับได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้มีภาพวงจรปิดบันทึกเอาไว้ได้  และนับว่าโชคดีที่ไม่มีตำรวจบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

กล้องวงจรปิดรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี บันทึกภาพขณะชาย  2 คนขับรถยนต์เข้าไปใช้บริการ ไม่นานตำรวจสายตรวจภูธรหนองปรือก็ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาตรวจสอบ เนื่องจากมีข้อมูลว่า จะมีผู้ค้ายาใช้สถานที่แห่งนี้นัดรับยาเสพติดและมั่วสุม เป็นจังหวะเดียวกันกับที่คนร้ายกำลังออกมาหยิบของที่รถ ตำรวจจึงเข้าไปแสดงตัวและสอบถาม แต่กลับถูกคนร้ายยิงปืนใส่เพื่อเปิดทางหลบหนี  โดยคนร้ายอีกคนวิ่งหลบหนีไป ส่วนคนที่ยิงปืนใส่ตำรวจ พยายามขับรถหลบหนี

ขณะที่กล้องวงจรปิดอีกมุมเผยให้เห็นว่าระหว่างที่คนร้ายกำลังยิงใส่ตำรวจ3นายที่หน้าห้องพัก ตำรวจอีก 2 นาย นำรถกระบะมาจอดปิดทางออกเอาไว้ ไม่นานคนร้ายก็ขับรถยนต์พุ่งออกมาพร้อมกับยิงปืนใส่ตำรวจ เพื่อเปิดทางหนี ตำรวจพยายามยิงสกัดรถคนร้าย  นาทีนั้นเองคนร้ายขับรถพุ่งชนกับรถจักรยานยนต์ของตำรวจที่นำมาจอดขวาง  ทำให้รถคนร้ายไม่สามารถไปต่อได้ยอมจำนนมอบตัวกับตำรวจ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงเช้ามืดวันนี้ หลังคุมตัวนายวรฑา เสมอพันธ์ อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาได้  เขารับสารภาพว่ามาพร้อมกับเพื่อนอีก 1 คน คือนายเบิร์ด ที่หลบหนีไป เพื่อนัดรับยาเสพติดจากเอเยนต์ค้ายารายใหญ่ชื่อนายแบงค์ โดยนายเบิร์ดว่าจ้างให้ขับรถมาให้ พร้อมกับหญิงสาวที่ซื้อบริการมาอีก 2 คน

ตำรวจเข้าตรวจค้นรถของผู้ต้องหาพบของกลางเป็นปืน ขนาด 9 มิลลิเมตร และกระสุนอีก 3 นัด ยาไอซ์ 30 กรัม และยาบ้า 20 เม็ด ส่วนภายในห้องพักที่คนร้ายเปิดเอาไว้พบกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่งและอุปกรณ์เสพยา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดียาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งพ้นโทษออกมา 1 ปี  คาดว่านายวรฑาน่าจะเป็นเอเยนต์รายย่อยที่รับยาจากเอเยนต์รายใหญ่มากระจายในพื้นที่

ส่วนนายเบิร์ด ผู้ต้องหาอีกรายที่หลบหนีไปได้ก่อนหน้านี้ ตำรวจยังอยู่ระหว่างติดตามตัวและเร่งสอบปากคำผู้ต้องหาที่จับได้ เพื่อสืบสวนขยายผลเครือข่ายนี้

                                                                                                             ไพจิตร  ภานนท์

                                                                                                                   รายงาน