บุกจับเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มรักร่วมเพศ เปิดคอนโดหรูมั่วยากลางเมืองขอนแก่น

744

ตำรวจขอนแก่นเปิดปฎิบัติการ บุกทลายเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มรักร่วมเพศ ที่เปิดคอนโดหรูจัดปาร์ตี้มั่วสุมยาเสพติด กลางเมืองขอนแก่น จนสามารถจับผู้ค้ารายใหญ่ราย รายย่อยได้นับ 10 คนโดยหัวหน้าเครือข่ายค้ายาใช้วิธีขับรถหรูตระเวนส่งยาเสพติด

ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดภูธรเมืองขอนแก่นนำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านหลังหนึ่งในตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งขณะนั้นมีกลุ่มวัยรุ่นกำลังมั่วสุมเสพยา เปิดเพลงดังสนั่น ทันทีที่รู้ตัวว่าถูกตำรวจปิดล้อม กลุ่มวัยรุ่นต่างพากันวิ่งหลบหนีไปคนละทิศทาง แต่สุดท้ายก็สามารถคุมตัวไว้ได้พร้อมของกลาง

หลังจับผู้ต้องหากลุ่มแรกได้ ตำรวจขยายผลเข้าตรวจค้น บ้านอีกหลังหนึ่ง ของนางสาวแอนที่มีข้อมูลว่าเป็นผู้ขายยาให้กับกลุ่มวัยรุ่น เมื่อไปถึงพบว่าบ้านถูกล็อกอย่างแน่นหนา ตำรวจต้องช่วยกันพยายามพังประตูเข้าไปด้านใน ซึ่งขณะนั้นผู้ต้องหาที่อยู่ในบ้านแอบโยนยาเสพติดทิ้งป่าข้างบ้านแต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาตำรวจชุดสืบสวน

จากการตรวจค้นบ้านหลังนี้ตำรวจพบนายเจมส์ พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 400 เม็ด และยาไอซ์อีกจำนวนหนึ่ง เขารับสารภาพว่า ยาต่อมาอีกทอด ตำรวจจึงขยายผลจับเครือข่ายรายย่อยทั้งหมด จนนำไปสู่การเข้าตรวจค้นห้องพักแห่งหนึ่งในคอนโดหรูใจกลางจังหวัดขอนแก่น ที่มีข้อมูลว่าเป็นที่พักของกลุ่มนายฟอร์ดและนายนัท  คู่รักร่วมเพศซึ่งเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่ขับรถยนต์หรูตระเวนส่งยาเสพติดในพื้นที่และมักจะจัดปาร์ตี้มั่วสุมยาเสพติดที่คอนโดดังกล่าวเป็นประจำ ตำรวจคุมตัวนายฟอร์ดได้ขณะจัดปาร์ตี้มั่วสุม ก่อนจะสามารถจับนายนัทได้อีกคน

นายนัท อ้างว่า  ขับรถไปรับยาเสพติดมาจากเอเย่นต์รายหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เพื่อมาส่งต่อรายย่อยในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า นายนัทมีอาการทางจิต

สำหรับปฎิบัติการทลายเครือข่ายยาสเพติดครั้งนี้ตำรวจสามารถจับผู้ต้องหาได้12 คน โดยมีนายนัท นายฟอร์ดและนายเจมส์ เป็นหัวหน้าเครือข่าย กลุ่มรักร่วมเพศ ของเมืองขอนแก่น โดยใช้รถยนต์หรูตระเวนส่งยาบ้าและยาไอซ์ และมักเช่าหอพัก- คอนโด-หรือ บ้านจัดสรรหรู เพื่อจัดปาร์ตี้ยาไอซ์ และยาบ้า  ซึ่งเครือข่ายกลุ่มนี้ มีการนัดกันทางโลกออนไลน์ และมีสมาชิกจำนวนมาก  ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล เพื่อกวาดล้างจับกุมเครือข่ายนี้ให้หมด  ก่อนคุมตัวทั้งหมดดำเนินคดี

                                                                                                             ไพจิตร ภานนท์

                                                                                                                  รายงาน