เจาะเกาะติด – รวบวัยรุ่นแก๊งหมวกกันน็อก 3 คน ดักยิงถล่มหนุ่ม กศน. ดับ เหตุมองหน้า

184

ตำรวจจับตัวชายวัยรุ่น 3 คน ขี่รถจักรยานยนต์ดักยิงถล่มหนุ่ม กศน. วัย 17 ปี จนเสียชีวิต จากการสอบสวน คนร้ายอ้างว่าไม่ได้มีความขัดแย้งเรื่องสถาบัน แต่เกิดมองหน้าและมีปากเสียงกัน โดยอีกฝ่ายไปตามพวกและเอามีดหวังทำร้าย จึงใช้ปืนยิงต่อสู้ก่อนหลบหนีไป

1 นาฬิกา คืนวันที่ 1 กันยายน กล้องวงจรปิดบริเวณปากซอยนวมินทร์ 68 ย่านบึงกุ่ม จับภาพคนร้าย 4 คน ขี่รถจักรยานยนตร์ 2 คัน มาจอดริมถนน จากนั้นคนร้าย 2 คน เดินลงมาจากรถ แล้วใช้ปืนกระหน่ำยิงวัยรุ่นอีกกลุ่มซึ่งอยู่นอกรัศมีกล้องวงจรปิด ก่อนขี่รถออกไป

กล้องวงจรปิดอีกมุม จับภาพกลุ่มวัยรุ่น 4 คนขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ระหว่างกลับรถ ก็ถูกคนร้ายกระหน่ำยิงจนต้องทิ้งรถ วิ่งหลบหนีกระจัดกระจาย หนึ่งในนั้นถูกกระสุนปืนจนล้มลงกับพื้น เหตุการณ์นี้ทำให้นายเรืองศักดิ์ นิยม อายุ 17 ปี ถูกยิงเข้ากลางหน้าอก 1 นัด เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามปั๊มหัวใจเพื่อช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ล่าสุด ตำรวจสืบสวน จนสามารถจับกุมตัว นายกิติภูมิ เต๋จ๊ะ อายุ 20 ปี นายสิทธิเดช เลี้ยงสำอาง อายุ 20 ปี และเยาวชนชายอายุ 18 ปี อีก 1 คน พร้อมของกลาง ปืนขนาด 9 มม. ปืนสั้นไทยประดิษฐ์ กระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง และรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 2 คัน ทั้งหมดรับสารภาพ ก่อนเกิดเหตุไปมีเรื่องกับวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง จึงขี่รถจักรยานยนต์ตามหา แต่กลับไปเจอกับวัยรุ่นอีกกลุ่มที่กำลังขี่รถอยู่บนถนน ซึ่งได้มองหน้ากันจนเกิดมีปากเสียง โดยอ้างว่าอีกฝ่ายไปเอามีดและตามพวกมาจะทำร้าย จึงใช้ปืนที่พกมาคนละ 1 กระบอก ยิงใส่กลุ่มวัยรุ่น ก่อนจะขี่รถหลบหนีไป

จากการตรวจสอบประวัติ พบนายคษิดิ์เดช เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ครอบครองอาวุธปืน ฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาและอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับของศาลเยาวชนจังหวัดมีนบุรี ส่วนนายสิทธิเดช มีประวัติครอบครองอาวุธปืน ฆ่าผู้อื่น และอยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีในข้อหาพกพาอาวุธปืน

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาทั้งหมดร่วมกันฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัว นายศรัณย์ มหาศิริ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาอีกคนที่ยังคงหลบหนี นำตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

สิริรัตน์ รัตนสิมานนท์

รายงาน