พ่อแม่สาวแสบแห่งวังสะพุง ยังหลบหน้า พี่สาวยันครอบครัวไม่เกี่ยวกับการหลอกแต่งงาน

239

ในขณะที่ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง  กรณีนางสาวน้ำมนต์หรือฉายาสาวแสบแห่งวังสะพุง หลอกชายหนุ่มกว่า 30 คน ให้แต่งงาน ก่อนเชิดเงินสินสอดหนี พ่อแม่ของสาวแสบรายนี้  ก็ยังคงหลบหนีเช่นกัน แม้ทางครอบครัวจะยืนยันว่า ไม่มีใครรู้เห็นกับพฤติกรรมของนางสาวน้ำมนต์

นี่เป็นคำยืนยันจากพี่สาวของนางสาวจริยาภรณ์  บัวใหญ่ หรือน้ำมนต์  วัย 32 ปี ฉายา สาวแสบแห่งวังสะพุง ที่มีพฤติกรรมหลอกแต่งงานกับผู้ชายก่อนเชิดเงินสินสอดหนี  เธอยืนยันว่าไม่เคยรับรู้ว่าน้องสาวมีพฤติกรรมดังกล่าวเนื่องจากมีปัญหากันเรื่องเงินมานานกว่า 4 ปี  เพราะน้ำมนต์ยืมเงินเธอและคืนไม่ครบ ซึ่งหลังจากนั้นไม่เคยติดต่อกันอีกเลย

หลักฐานภาพถ่ายจากฝั่งผู้ชายที่ถูกหลอก ที่มีภาพพ่อแม่ของนางสาวน้ำมนต์ เข้าร่วมพิธีงานแต่ง ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ่อแม่ อาจมีส่วนรู้เห็นแต่พี่สาวของน้ำมนต์ เชื่อว่าพ่อและแม่ไม่น่าจะรู้เห็นกับพฤติกรรมของน้องสาว เพราะหากได้เงินจากการหลอกเชิดเงินสินสอดจริง พ่อและแม่น่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่าทุกวันนี้

ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับหลักฐานจากภาพถ่ายที่ปรากฎบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของพ่อน้ำมนต์ ที่มักจะโพสต์ชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย สวมเครื่องประดับมีราคารวมถึงโพสต์ภาพการเดินทางมาร่วมงานแต่งของน้ำมนต์ที่บ้านในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งประเด็นนี้พี่สาวยอมรับว่าพ่อและแม่ไปร่วมงานจริง แต่เธอไม่เคยรับรู้และยังยอมรับว่า ชื่อที่ใช้ในการ์ดแต่งงานไม่ใช่ชื่อน้ำมนต์และพ่อแม่

การหลอกลวงครั้งนี้  ปรากฏชื่อ นางสาวสร้อยเพชร  พาลีวัลย์  หรือน้ำ  ซึ่งเป็นญาติของน้ำมนต์ในจังหวัดเลย เข้าไปพัวพัน เราลงพื้นที่ตรวจสอบพบเพียงแม่ของนางสาวสร้อยเพชรที่ให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ประมาณ 3 ปี น้ำมนต์มาขอยืมบัตรประชาชนจากลูกสาวอ้างว่านำไปสมัครงาน กระทั่งปี 2559 พบว่าชื่อของลูกสาวที่นำไปหลอกโกงเงินค่าผลไม้ซึ่งมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายราย  โดยพวกเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ส่วนชื่อพ่อแม่ของเจ้าสาวที่ปรากฎในการ์ดแต่งงาน ปรากฏว่าเป็นชื่อของเธอกับสามี ซึ่งเป็นพ่อของนางสาวสร้อยเพชรจริง แต่ยืนยันว่าไม่เคยไปร่วมงานหรือรู้เห็นพฤติกรรมของน้ำมนต์ หลังเรื่องราวพฤติกรรมสาวแสบแห่งวังสะพุงถูกตีแผ่ทำให้บ้านพ่อและแม่ของน้ำมนต์ ในจังหวัดเลย ถูกปิดเงียบ โดยมีผู้ให้ข้อมูลว่าทั้งคู่หลบไปอยู่บ้าน ญาติในจังหวัดนครราชสีมา

                                                                                                           ไพจิตร  ภานนท์

                                                                                                                 รายงาน