เที่ยววัด ชมนา สุขอุรา สุพรรณบุรี

53

 

เข้าหน้าฝน คนชอบเที่ยวหลายคนคงหงอย เพราะไปไหนมาไหนไม่สะดวก แต่อย่าได้แคร์ค่ะ เมื่อเรื่องกินเรื่องเที่ยวมันอยู่ในสายเลือด เราก็ต้องออกไปลุยกัน แต่ถ้ายังไม่อยากไปไหนไกล เราขอชวนมาปรับอารมณ์ สุขแบบชิล ๆ ใกล้กรุงเทพกันที่ จ.สุพรรณบุรี 

เราเริ่มปลุกความสดชื่น ออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปทางถนนสาย 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี แล้ววิ่งยาวไปจนเจอทางแยก เลี้ยวซ้ายไปถนนสาย 3422 เข้า อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เพื่อไปจุดหมายแรกของเราที่ วัดไผ่โรงวัว (วัดโพธาราม) วัดดังของสุพรรณบุรี ที่แต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่บริเวณดงไผ่ที่ชาวบ้านชอบนำวัวมาผูกไว้ระหว่างทำนา  ภายหลังจึงสร้างเป็นวัดแล้วเสร็จในปี 2469 และชาวบ้านได้นิมนต์ หลวงพ่อขอม (พระครูอุทัยภาคาธร) จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุมาเป็นเจ้าอาวาส

มาถึงปุ๊บเราก็ไปกราบ พระกกุสันโธ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สีขาว ที่หลวงพ่อขอมเป็นผู้นำการก่อสร้าง จนแล้วเสร็จในปี 2523  ที่หน้าตักกว้างถึง  40 เมตร สูง 58 เมตร เสร็จแล้วเราก็ไปกราบ สมเด็จพระพุทธโคดม พระพุทธรูปโลหะสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศที่สร้างด้วยเนื้อทองสัมฤทธิ์หนัก 50 ตัน ใช้เวลาก่อสร้าง 17 ปี โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกพระเกตุมาลา เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2512

พระกกุสันโธ

สมเด็จพระพุทธโคดม

       หลังกราบพระแล้วก็ถึงไฮไลท์ของที่นี่  คือการร่วมสัมผัสบรรยากาศ เมืองนรกภูมิ ที่เต็มไปด้วยหุ่นปูนปั้นเปรตและอสุรกาย เพื่อเตือนใจเราเรื่องบาปบุญคุณโทษ  แต่ใช่ว่าจะมีแต่มุมนรก ภายในวัดยังมีโซนสวยงามอย่าง  วิหารร้อยยอด (นิโครธารามพุทธวิหาร) ที่มีความสวยงามแบบศิลปกรรมไทยประยุกต์ผสมอินเดีย  เมืองสวรรค์ 3 ชั้น ที่จำลองความงดงามของปราสาทสามฤดูของเจ้าชายสิทธัตถะมาให้ชมกัน และถ้ามาวัดไผ่โรงวัวแล้วไม่ได้เข้าไปใน มณฑปหลวงพ่อปู่ขอม กราบนมัสการหลวงพ่อขอม ที่ขึ้นชื่อเรื่องความมหัศจรรย์ที่สังขารไม่เน่าเปื่อย  ก็เหมือนมาไม่ถึงวัดไผ่โรงวัวนะจะบอกให้

 

ยินดีต้อนรับสู่นรกภูมิ

แช่กระทะทองแดงหน่อยมั้ย

สยองขนาดนี้ ยังอยากทำชั่วอีกป่าว

อุโบสถร้อยยอด

วิหารร้อยยอด (นิโครธารามพุทธวิหาร)

สังขารหลวงพ่อปู่ขอม

ปราสาทพุทธมารดา

สังเวชนียสถานจำลอง

ติดต่อสอบถาม : 0 35 58 4090 – 1

เปิดให้เข้าชม : ทุกวัน เวลา 07.00 – 18.00 น.

ที่ตั้ง : 118 หมู่ที่ 11 ต.บางตาเถร อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

เว็บไซต์ : www.facebook.com/WatPhaiRongWua2469/

 

ออกจากวัดไผ่โรงวัว เราตรงเข้าตัวเมืองไปเพิ่มบุญกันต่อที่ วัดแค วัดเก่าแก่ที่มีชื่ออยู่ในวรรณคดี  ขุนช้างชุนแผน ในวัดมีต้นมะขามอายุร่วมพันปี  ขนาดใหญ่เกือบ 10 เมตร ที่ร่ำลือกันว่า ที่นี่ขุนแผนสมัยเป็นสามเณรแก้วมาเรียนวิชาเสกใบมะขามให้เป็นตัวต่อ ตัวแตน จาก อาจารย์คง หรือ หลวงปู่คง และเพื่อความอินกับวรรณคดีไทย  เราก็เข้าไปชม คุ้มขุนแผน บ้านทรงไทยแบบดั้งเดิมที่ทางจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2525  เพื่อเป็นอุทยานวรรณคดี  สำหรับอนุรักษ์ศิลปะทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์  ในที่แห่งนี้จะมีเรือนจำลองห้องนอน และเรือนครัวแบบโบราณ  และถ้าเห็นห้องไหนมีคนนำชุดไทยของผู้หญิงมาถวายก็ไม่ต้องตกใจ  เพราะที่นี่มักมีคนมากราบไว้เจ้าแม่ตะเคียนทองเป็นประจำ พอออกจากคุ้มเราก็ไปที่รูปปั้น หลวงปู่คงนั่งพญาต่อ เพราะถ้าไม่ได้มาไหว้ & ถ่ายรูปเช็คอิน ก็คงเหมือนขาดอะไรไป

ต้นมะขามยักษ์อายุร่วมพันปี

คุ้มขุนแผน และรูปปั้นขุนแผนขี่ม้าสีหมอก

มุาเล่าเรื่องวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ในคุ้มขุนแผน

หลวงปู่คงนั่งพญาต่อ

              นอกจากเรื่องเกี่ยวกับขุนช้างขุนแผน วันแคยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธามากมาย ไม่ว่าจะเป็น  พระพุทธบาทสี่รอย ศิลปะยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่หล่อด้วยทองเหลืองซ้อนกันสี่ชั้น สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5  พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏิ รูปเคารพแทนมหาเศรษฐี 9 ท่านสมัยพุทธกาล อยู่ในพระอุโบสถ หลวงพ่อแสนสุข พระพุทธรูปปางไสยาสน์แกะสลักจากไม้สัก แล้วลงรักปิดทองคำเปลวงดงาม ใน มณฑปบูรพาจริยานุสรณ์  ที่เชื่อว่าใครได้มากราบไหว้เป็นมงคลแก่ตัว โดยเฉพาะคนเกิดวันอังคาร เพราะพระปางไสยาสน์ถือเป็นพระประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันอังคาร

มณฑปบูรพาจริยานุสรณ์

พระอุโบสถ

พระพุทธมหาเศรษฐีนวโกฏฺิ

        และใน วิหารมหาอุตม์ (คำเรียกลักษณะการสร้างวิหารหรืออุโบสถที่มีช่องเข้า-ออกทางเดียว) ก็มี  พระพุทธมงคล พระปูนปั้นปางมารวิชัยที่สร้างตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา ที่ชาวบ้านสมัยก่อนเวลาเดินทางค้าขายผ่านแม่น้ำท่าจีน พอผ่านหน้าวิหารก็มักอธิษฐานกับหลวงพ่อแล้วเอาน้ำในแม่น้ำมาประพรมของที่จะเอาไปขาย มักขายดีเป็นเทน้ำเทท่า กระทั่งใน  อาคารเอนกประสงค์ ก็มี พระพุทธชยสิทธิเตชาภินิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อสำเร็จ เชื่อว่าใครมาขออะไรก็จะได้สมปรารถนา และที่นี่ยังมีรูปเหมือนหลวงปู่คง  รูปขุนแผน กุมารทอง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมายให้กราบไหว้  หรือถ้าใครเป็นสายเครื่องรางของขลังก็สามารถบูชาวัตถุมงคลของวัดแคได้ที่นี่เลย

วิหารมหาอุตม์

หลวงพ่อพุทธมงคล

ติดต่อสอบถาม : 0 35 52 2725 / 08 1403  9040 / ททท.สุพรรณบุรี  0 35 53 6030

เปิดให้เข้าชม : 09.00 น. – 17.00 น.

ที่ตั้ง : ถ.สมภารคง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี (อยู่ทางตะวันตกของตัวเมือง และแม่น้ำท่าจีน ระยะทางประมาณ 3-4 กม.จากสถานีขนส่งสุพรรณบุรี)

เว็บไซต์ : www.facebook.com/watkae/   

 

ท่องวัดเสริมบุญมา 2 ที่จนท้องร้อง เราเลยขอเติมพลังมื้อเที่ยงกันต่อที่ ร้านตำซะ ร้านอาหารไทย – อีสาน สุดขึ้นชื่อของเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งจริง ๆ แล้วร้านนี้ประเดิมเปิดเมนูแซ่บที่กรุงเทพเป็นสาขาแรก  ก่อนที่เจ้าของร้านสายเลือดคนสุพรรณฯ จะกลับมาเปิดร้านที่บ้านเกิดเมืองนอน จนตอนนี้เสิร์ฟความอร่อยที่สุพรรณบุรีมาได้ครบปีแล้ว  ร้านตำซะมีจุดเด่นที่ลูกค้าเป็นปลื้มนอกจากรสชาติแซ่บเว่อร์ ถึงเครื่อง ถึงใจแล้ว ก็คือความสดของวัตถุดิบ และความสะอาดถูกหลักอนามัยของร้าน  ซึ่งพอกระซิบถามคนเคยลิ้มชิมรสก็ได้รายชื่อเมนูเด็ดมาลองชิมดังนี้

มีทั้งมุมติดแอร์และเอ้าท์ดอร์

แต่ละมุมสะอาดสะอ้านน่านั่ง

ตำสตอเบอร์แหล

ไก่ย่างอบโอ่ง

คอหมูย่างอบโอ่ง

กุ้งทอดเกลือ

ปลาช่อนโบราณ

ตัมยำกุ้ง

 ทอดมันกุ้ง

ติดต่อสอบถาม : 09 9223 2394 /  08 0810 9089

ที่ตั้ง : 4/3 ถ. เณรแก้ว. ต. ท่าพี่เลี้ยง อ. เมือง. จ. สุพรรณบุรี

เปิดให้บริการ :  เวลา 10.00 -22.00 น.

เว็บไซต์ : www.facebook.com/ตำซะ-สุพรรณบุรี-1055896164432973/

 

เติมพลังงานจนล้นกระเพาะเสร็จแล้ว  ภาคบ่ายเราก็ขอเปลี่ยนฟีลไปลุยท้องนากันต่อที่  ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ นาเฮียใช้ แหล่งเรียนรู้ของดีเมืองสุพรรณ ซึ่งก็คือข้าวนั่นเอง ที่นี่สร้างขึ้นด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยตระกูลเจริญธรรมรักษา ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับข้าวมารุ่นต่อรุ่น โดยปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ  คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา นายกสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว

ทางเข้าสวยงามของ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

เรือนไทยสวยงามด้านใน

            เมื่อเข้ามาด้านใน ที่แรกที่เข้าไปชมคือ เรือนศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ เรือนไทยที่จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์  พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  กับพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์จักรี  รวมถึงรูปบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวงการข้าวไทย ชมเสร็จเราก็ไปต่อกันที่ เรือนพระแม่โพสพ ที่ด้านในมีการจัดแสดง  องค์พระแม่โพสพ แกะสลักจากไม้สักงดงามด้วยฝีมือช่างพระนครศรีอยุธยา และมีองค์พระแม่โพสพในยุคต่าง ๆ ไว้ให้ได้ศึกษากันด้วย ห่างออกไปจากเรือนพระแม่โพสพมีเรือนไทยทรงปั้นหยา  ที่จำลองลักษณะคล้ายโรงเรียนสมัยก่อน นั่นคือ เรือนหนังสือพระราชกรณียกิจและเรือนหนังสือข้าว สถานที่รวบรวมหนังสือพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 และหนังสือที่เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับข้าวไว้ให้ผู้สนใจได้ศึกษา

เรือนศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ

เรือนแม่โพสพ

เข้าไปศึกษาวิถีชีวิตชาวนากันดีกว่า

อ่านเล่มไหนดี

            เราเดินออกมาดูหอคอยไม้สูง 3 ชั้นที่เค้าว่ามันคือ หอเตือนภัยชาวนา ที่เราสามารถขึ้นไปชมวิวทุ่งนากว้างไกลได้อย่างชัดเจน เสร็จแล้วเราก็ปีนลงมาเดินชิลชมมุมต่าง ๆ ทั่วบริเวณที่มีการรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีต อาทิ เกวียน เครื่องหีบอ้อย เครื่องสีข้าว และข้าวของในชีวิตประจำวันคนโบราณไว้อีกมากมาย  แต่จุดที่เราชอบมากก็คือ  คอกควาย ที่มีน้องควายตาสวย รอต้อนรับเราอย่างน่าเอ็นดู  ก่อนที่เราจะไปปิดท้ายที่ แปลงนาสาธิต ที่มีการปลูกข้างนาปรังพันธุ์ต่าง ๆ ให้เราได้ชม และคิดถึงความเหนื่อยยากของชาวนา และคุณค่าของข้าวแต่ละเมล็ดที่มีให้เราได้กินในแต่ละวัน

หอเตือนภัยชาวนา

เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกข้าวจากที่นี่

       

น้องควายขนตางอน

น้องวัวก็น่ารัก

ติดต่อสอบถาม : 0 35 44 6955 / 09 2626 1515

เปิดให้เข้าชม : เวลา 08.00 -17.00 น.

ที่ตั้ง : 150/6 หมู่8 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

เว็บไซต์ : www.herechai.com / www.facebook.com/ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย-นาเฮียใช้-1104745796204334/ 

       วันนี้วันเดียวได้เที่ยวเก็บเกี่ยวบุญ และเรื่องดี ๆ ของข้าวไทยจากเมืองสุพรรณบุรี ทำให้เริ่มคิดเลย      ว่าโชคดีแค่ไหน ที่ได้เกิดเป็นคนไทย จริงมั้ยพวกเรา