ปปง.ยึดทรัพย์ “ซินแสโชกุน” มูลค่ารวม 10 ล้านบาท เพิ่มข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร

125

ความคืบหน้ากรณีที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามจับกุมนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ประธานบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด หลังฉ้อโกงประชาชนลอยแพลูกทัวร์กว่า 2 พันคน  ล่าสุด ปปง.ได้ยึดทรัพย์มูลค่ารวม 10 ล้านบาท พร้อมแจ้งเพิ่มข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร

หลังจากที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามสามารถตามจับตัวนางสาวพสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ประธานบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด พร้อมด้วยเพื่อนสาวคนสนิทและญาติ  ซึ่งก่อเหตุฉ้อโกงผู้โดยสารกว่า 2 พันคน ที่ซื้อทัวร์ท่องเที่ยวไปประเทศญี่ปุ่น แต่กลับพบว่าไม่มีเที่ยวบินดังกล่าวและถูกลอยแพอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ล่าสุดศาลอนุมัติออกหมายจับญาติและบุคคลใกล้ชิดซินแสโชกุนจำนวน 8 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวที่มณฑลทหารบกที่ 11 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและอั้งยี่ ซ่องโจร โดยจากหลักฐานขณะนี้ยังไม่พบความเชื่อมโยงความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยังไม่พบความเชื่อมโยงกับคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟัน นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ยึดทรัพย์สินของซินแสโชกุนประกอบด้วย เงินฝากในธนาคารกว่า 3 ล้านบาท ห้องพักในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง และรถยนต์จำนวน 6 คัน มูลค่ารวม  10 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลของตำรวจระบุว่ารถที่ยึดได้ทั้งหมดยังไม่ได้ถูกโอนเป็นชื่อของซินแสโชกุน แต่จากการตรวจสอบเส้นทางการใช้จ่ายเงินพบว่ามีการนำเงินไปซื้อเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าทรัพย์สินได้มาก่อนการกระทำความผิดหรือไม่

โดยการอายัดทรัพย์สินดังกล่าวตำรวจยังพบว่ามีทรัพย์สินบางอย่างถูกโอนย้าย จึงฝากเตือนถึงผู้ที่รับโอนทรัพย์สินทั้งหมดว่าอาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินด้วย

ขณะที่นายฉัตรมงคล บำเพ็ญ หรือติ๊ก ดารานักแสดง ได้เดินทางเข้าพบตำรวจกองบังคับการปราบปราม หลังมีหลักฐานว่านายฉัตรมงคล เป็น 1 ใน 7 คน ที่นั่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปยังสถานที่ต่างๆ กับซินแสโชกุนด้วย โดยนายฉัตรมงคล ระบุว่าเพิ่งรู้จักกับตัวผู้ต้องหาเพียง 3 สัปดาห์ก่อนจะเกิดเรื่องขึ้น ส่วนภาพที่ปรากฏเขาและซินแสโชกุนนั่งอยู่ด้วยกันในเครื่องบินเช่าเหมาลำเป็นการเดินทางไปร่วมทริปและดูดวงด้วยกันเท่านั้น โดยการเข้าพบตำรวจในวันนี้เป็นการให้ปากคำในฐานะผู้เสียหาย

ด้านเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีแนะนำผู้เสียหายให้เข้าร้องทุกข์ 2 ส่วนคือ แจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม  และแสดงสิทธิกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้ครอบคลุมทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง   และเป็นการแสดงสิทธิของผู้เสียหายในการรับเงินเยียวยาด้วย