พลิกผืนดินเสื่อมสภาพ ตามรอยพระราชดำริของพ่อ

1222

ในอดีตชาวบ้านหลายพื้นที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ต้องเผชิญกับปัญหาดินเปรี้ยวจนไม่สามารถทำการเกษตรได้ กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริจัดทำโครงการแกล้งดินเพื่อให้ความรู้ชาวบ้าน กระทั่งชาวบ้านน้อมนำพระราชดำริของพระองค์พลิกฟื้นผืนดินของตัวเองจนประสบผลสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้

%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa

สวนเกษตรแบบผสมผสานของนายจันทร์ ชาญแท้  ชาวบ้านโคกกระท่อม ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ยังคงความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณทางการเกษตรหลากหลายชนิดที่ปลูกไว้เต็มพื้นที่ 16  ไร่  แตกต่างกับเมื่อ 42 ปี ก่อนหน้านี้ที่ผืนดินของชาวบ้านมีสภาพเป็น ดินพรุ หรือ ดินเปรี้ยว ซึ่งเกิดจากภาวะน้ำขังส่งผลให้ดินที่มีคุณภาพต่ำไม่สามารถทำการเกษตรได้ กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังพื้นที่แห่งนี้

%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa

ลุงจันทร์ ชาญแท้  ในวัย 64  ปี บอกกับเราว่าเขาคือ ชาวนาที่เคยกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินในหมู่บ้านเกี่ยวกับปัญหาดินเปรี้ยวและน้ำท่วมขัง

ในอดีตผืนดินเกือบ 4 แสนไร่ในจังหวัดนราธิวาส ต่างเคยเผชิญกับปัญหาดินเปรี้ยวดินกรด รวมถึงพื้นที่การเกษตรของลุงจันทร์ด้วย กระทั่งเมื่อวันที่  6 มกราคม  พุทธศักราช 2525 หรือราว 34  ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ก่อนจะมีโครงการทดลองแกล้งดิน   ตามพระราชดำริ ซึ่งเป็นการเร่งทำให้ดินเปรี้ยวเป็นกรดจัดรุนแรงที่สุดจนไม่สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ จากนั้นหาวิธีการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้โดยอาศัยวิธีการต่างๆ

%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa %e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa

ลุงจันทร์ถือได้ว่าเป็นชาวนาคนแรกในจังหวัดนราธิวาส ที่ได้นำองค์ความรู้การแกล้งดินมาใช้พลิกฟื้นดินของตัวเองจนเป็นผลสำเร็จเมื่อผืนดินของลุงจันทร์สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้แล้ว เขาก็เริ่มยกร่องน้ำตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นก็ระบายน้ำจากคลองชลประทานเข้าสู่พื้นที่ 16  ไร่ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน    จากนั้นก็ปลูกพืชไร่และพืชสวนโดยเฉพาะ างพารา  ผลไม้ตามฤดูกาล

%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa

พื้นที่บางส่วนถูกขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาไว้ขายให้กับผู้รับซื้อและเป็นอาหารในครัวเรือน ลุงจันทร์บอกกับเราว่าที่นี่มีปลามากกว่า 3  หมื่นตัว นอกจากปลาแล้วลุงจันทร์ยังเลี้ยงกบไว้เกือบ 500  ตัว ที่เพิ่งจับขายไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังเลี้ยงเป็ดเป็นเหมือนพนักงานตัดหญ้า เพราะเป็ดจะกินใบอ่อนของหญ้าตามคันคลอง เลี้ยงหมูเพื่อนำมูลของมันไปทำปุ๋ยคอก

%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa %e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%aa

ปัจจุบันลุงจันทร์ถูกยกย่องจากชาวจังหวัดนราธิวาสให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน  ผู้มีความรู้เกี่ยวกับการการแกล้งดินและเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน

ปัจจุบันสวนเกษตรทฤษฎีใหม่ของลุงจันทร์ได้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ตามพระราชดำริให้กับชาวบ้าน เวลาเดียวกันโครงการแกล้งดิน  ตามพระราชดำริสามารถพลิกฟื้นผืนดินของชาวบ้านแถบนี้  ให้สามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

ชนะชัย  แก้วผาง 

รายงาน